BON LIBRARY
Back
ซื้อหรือเช่าเครื่องชงกาแฟ แบบไหนเหมาะกับธุรกิจ
ซื้อหรือเช่าเครื่องชงกาแฟดี

วิธีตัดสินใจว่าจะซื้อหรือเช่าเครื่องชงกาแฟที่ดีกับธุรกิจคุณมากที่สุด

การเริ่มต้นธุรกิจกาแฟในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟขนาดเล็ก คาเฟ่ Specialty หรือร้านเครื่องดื่มในออฟฟิศ เครื่องชงกาแฟถือเป็นหัวใจสำคัญที่ส่งผลทั้งต่อคุณภาพกาแฟ ความรวดเร็วในการบริการและภาพลักษณ์ของร้าน แต่คำถามที่เจ้าของธุรกิจหลายคนมักลังเลคือ ควรซื้อหรือเช่าเครื่องชงกาแฟแบบไหนคุ้มค่ากว่าและเหมาะกับธุรกิจของตัวเองมากที่สุด เพราะการตัดสินใจนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับงบประมาณ การดูแลรักษา ปริมาณลูกค้าและแผนการเติบโตของร้าน บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสียของทั้งสองทางเลือก เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าแบบไหนตอบโจทย์ธุรกิจของคุณมากกว่า

เจาะลึกข้อดี-ข้อเสียของการซื้อหรือเช่าเครื่องชงกาแฟ

การซื้อเครื่องชงกาแฟ (Ownership) :

ฃการควักเงินก้อนเพื่อเป็นเจ้าของเครื่องชงกาแฟอย่างเต็มตัว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความอิสระ มองการณ์ไกลในการลงทุนระยะยาวและต้องการควบคุมคุณภาพการชงอย่างเต็มที่

ข้อดีของการซื้อเครื่องชงกาแฟ

  • เป็นสินทรัพย์ของธุรกิจ : เครื่องชงกาแฟจะเป็นสมบัติของร้านหรือบริษัททันที สามารถนำไปคำนวณค่าเสื่อมราคาเพื่อลดหย่อนภาษีได้ และหากในอนาคตต้องการอัปเกรดก็สามารถขายต่อเป็นสินค้ามือสองเพื่อเอาเงินทุนคืนมาบางส่วนได้
  • อิสระในการเลือกวัตถุดิบ : คุณสามารถเลือกซื้อเมล็ดกาแฟจากโรงคั่วไหนก็ได้ตามใจชอบ ไม่มีความผูกมัดด้านยอดซื้อขั้นต่ำ ทำให้ควบคุมคาแรกเตอร์และรสชาติของกาแฟในร้านได้อย่างอิสระ
  • ไม่มีค่าใช้จ่ายผูกพันรายเดือน : สามารถควบคุมต้นทุนระยะยาวได้ง่าย แม้ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นจะสูง แต่หากร้านมียอดขายสม่ำเสมอ การซื้ออาจช่วยลดต้นทุนรายเดือนในอนาคตได้มากกว่า เพราะไม่มีภาระผูกพันค่างวดรายเดือนให้ต้องกังวลใ
  • เลือกรุ่นและสเปกได้เต็มที่ : เจ้าของร้านสามารถเลือกเครื่องชงกาแฟที่เหมาะกับสไตล์ร้านได้อย่างอิสระ ทั้งขนาด จำนวนหัวชง ระบบแรงดัน หรือฟังก์ชันพิเศษต่าง
  • สร้างภาพลักษณ์มืออาชีพ : ร้านที่ใช้เครื่องชงระดับ Commercial คุณภาพสูง มักช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า

ข้อเสียของการซื้อมากกว่าการเช่าเครื่องชงกาแฟ

  • ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในครั้งแรก : เครื่องชงกาแฟคุณภาพดีสำหรับธุรกิจมีราคาตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท ทำให้ผู้เริ่มต้นธุรกิจต้องเตรียมเงินทุนพอสมควร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสด (Cash Flow) ของร้านที่เพิ่งเริ่มต้น
  • แบกรับค่าบำรุงรักษาเอง : หากเครื่องมีปัญหาในช่วงหมดระยะเวลารับประกัน (Warranty) ค่าซ่อมแซม ค่าอะไหล่และค่าล้างเครื่องชงกาแฟทั้งหมด คุณจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง ซึ่งบางครั้งอาจเจอกับค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึง
  • เสี่ยงต่อการเลือกเครื่องไม่เหมาะกับธุรกิจ : หากเลือกเครื่องขนาดเล็กเกินไป อาจรองรับลูกค้าไม่ทัน หรือหากซื้อเครื่องใหญ่เกินความจำเป็นก็อาจกลายเป็นต้นทุนที่สูงเกินไป

การเช่าเครื่องชงกาแฟ (Rental & Leasing) :

ทางเลือกยอดนิยมสำหรับออฟฟิศสำนักงานหรือร้านกาแฟยุคใหม่ ที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายและลดความยุ่งยากในการบริหารจัดการ จึงทำให้ปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เริ่มต้นธุรกิจ ร้านกาแฟขนาดเล็กหรือองค์กรที่ต้องการเครื่องชงกาแฟไว้บริการลูกค้าและพนักงาน

ข้อดีของการเช่าเครื่องชงกาแฟ

  • ลดภาระเงินลงทุนเริ่มต้น : ทำให้สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้นและนำงบไปใช้กับส่วนอื่นๆ ได้ เช่น การตกแต่งร้าน วัตถุดิบหรือการตลาด และช่วยรักษาเงินสดในมือไว้หมุนเวียนในส่วนอื่นๆ หรือการเสริมสภาพคล่อง
  • บริการหลังการขายแบบครบวงจร : นี่คือจุดเด่นที่สุด เพราะผู้ให้บริการเช่าส่วนใหญ่จะมีบริการซ่อมบำรุง ตรวจเช็กสภาพและล้างเครื่องให้ฟรีตามรอบปฏิทิน หากเครื่องมีปัญหาชำรุดก็มีเครื่องสำรองให้ใช้ทันที ทำให้ธุรกิจไม่สะดุดและลดความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายระยะยาว
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษี : ค่าเช่าเครื่องชงกาแฟรายเดือนสามารถนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้เต็มจำนวน ซึ่งช่วยลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ยืดหยุ่นและอัพเกรดเครื่องง่าย : เมื่อหมดสัญญาเช่า คุณสามารถเลือกเปลี่ยนเป็นเครื่องรุ่นใหม่ที่ทันสมัยกว่าเดิม หรือปรับสเกลเครื่องให้ใหญ่หรือมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามการเติบโตของธุรกิจได้ง่าย
  • เหมาะกับธุรกิจที่ยังทดลองตลาด : หากยังไม่แน่ใจว่าร้านจะมีลูกค้าประจำมากน้อยแค่ไหน การเช่าเครื่องชงกาแฟช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน

ข้อเสียของการเช่าเครื่องชงกาแฟ

  • มีข้อผูกมัดในสัญญา : มักมีเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาเช่าขั้นต่ำ (เช่น 1-3 ปี) หากยกเลิกก่อนกำหนดอาจต้องเสียค่าปรับ
  • เงื่อนไขการซื้อวัตถุดิบ : แพ็กเกจเช่าบางประเภทอาจพ่วงเงื่อนไขว่าต้องซื้อเมล็ดกาแฟจากผู้ให้บริการเช่าตามปริมาณที่กำหนดต่อเดือน ซึ่งอาจจำกัดความหลากหลายในการเลือกเมล็ดกาแฟของร้าน
  • ตัวเลือกเครื่องอาจจำกัด : บางครั้งเครื่องที่ให้เช่าอาจมีรุ่นให้เลือกไม่มาก หรือไม่ตรงกับความต้องการเฉพาะของร้าน


วิธีตัดสินใจว่าจะซื้อหรือเช่าเครื่องชงกาแฟที่ดีกับธุรกิจคุณมากที่สุด

1. ประเมินงบประมาณเริ่มต้นของธุรกิจ :

หากคุณเพิ่งเริ่มต้นเปิดร้านและมีงบจำกัด การเช่าอาจเป็นตัวเลือกที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ได้ เพราะไม่ต้องลงทุนหลักหมื่นหรือหลักแสนในครั้งเดียว ทำให้สามารถนำเงินไปใช้กับการตกแต่งร้าน ซื้อวัตถุดิบหรือทำการตลาดเพิ่มเติมได้ แต่หากธุรกิจมีเงินทุนพร้อมและวางแผนดำเนินกิจการระยะยาว การซื้อเครื่องชงกาแฟอาจคุ้มค่ากว่า เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายรายเดือนในอนาคต

2. ดูแผนธุรกิจระยะสั้นและระยะยาว :

หากยังอยู่ในช่วงทดลองตลาดหรือยังไม่มั่นใจเรื่องยอดขาย การเช่าเครื่องชงกาแฟจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ธุรกิจ เพราะสามารถเปลี่ยนรุ่นหรือยกเลิกได้ง่ายกว่าการซื้อ ในทางกลับกัน หากคุณมีแผนเปิดร้านจริงจังในระยะยาว มีฐานลูกค้าชัดเจนและต้องการสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง การซื้อเครื่องชงกาแฟอาจตอบโจทย์มากกว่าในด้านความคุ้มค่า

3. พิจารณาปริมาณลูกค้าและรูปแบบการใช้งาน :

ร้านที่มีลูกค้าจำนวนมากต่อวัน ควรเลือกเครื่องชงกาแฟที่รองรับการใช้งานหนัก มีประสิทธิภาพสูงและสามารถชงได้รวดเร็ว ซึ่งไม่ว่าจะซื้อหรือเช่าเครื่องชงกาแฟ ควรเลือกเครื่องระดับ Commercial ที่เหมาะกับปริมาณการใช้งานจริง ส่วนร้านขนาดเล็กหรือร้านที่ขายเครื่องดื่มเป็นรายได้เสริม อาจเริ่มต้นจากการเช่าเครื่องชงกาแฟก่อน เพื่อลดต้นทุนและประเมินความต้องการใช้งานในอนาคต

4. คำนึงถึงค่าดูแลรักษาและค่าซ่อม :

การซื้อเครื่องชงกาแฟแม้จะเป็นทรัพย์สินของร้าน แต่เจ้าของธุรกิจต้องรับผิดชอบค่าซ่อมบำรุงและค่าเปลี่ยนอะไหล่เอง ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในระยะยาว ในขณะที่บริการเช่าเครื่องชงกาแฟส่วนใหญ่มักรวมบริการดูแล ซ่อมและตรวจเช็กสภาพเครื่องไว้แล้ว ทำให้ช่วยลดภาระเรื่องการบำรุงรักษาได้มาก

5. เปรียบเทียบต้นทุนรวมในระยะยาว :

หลายคนมักมองเฉพาะค่าใช้จ่ายเริ่มต้น แต่จริงๆ แล้วควรคำนวณต้นทุนรวมทั้งหมด เช่น

  • ค่าเช่ารายเดือน
  • ค่าซ่อมและบำรุงรักษา
  • ค่าอะไหล่
  • ค่าอัพเกรดเครื่อง
  • อายุการใช้งานของเครื่อง

หากเช่าเครื่องชงกาแฟเป็นเวลานานหลายปี ค่าใช้จ่ายรวมอาจสูงกว่าการซื้อเครื่องเอง ดังนั้นควรเปรียบเทียบต้นทุนในระยะยาวควบคู่กันเสมอ

6. เลือกจากความสะดวกในการบริหารธุรกิจ :

สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่มีความรู้ด้านเทคนิคเกี่ยวกับเครื่องชงกาแฟ การเช่าอาจช่วยให้บริหารร้านได้ง่ายขึ้น เพราะมีทีมดูแลจากผู้ให้บริการคอยช่วยเหลือเมื่อเครื่องมีปัญหา แต่หากคุณมีประสบการณ์ด้านกาแฟ มีทีมงานดูแลเครื่องได้เองหรือมีแผนพัฒนาร้านแบบมืออาชีพ การซื้อเครื่องอาจให้ความคล่องตัวในการใช้งานมากกว่า

ธุรกิจแบบไหนควรซื้อหรือเช่าเครื่องชงกาแฟ?

การซื้อเครื่องชงกาแฟอาจเหมาะกับธุรกิจประเภทต่อไปนี้

  • ร้านกาแฟที่มีแผนเปิดระยะยาว
  • คาเฟ่ที่มีลูกค้าจำนวนมากต่อวัน
  • ร้าน Specialty Coffee ที่ต้องการควบคุมคุณภาพละเอียด
  • ธุรกิจที่มีงบลงทุนพร้อม
  • ร้านที่ต้องการสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง

การเช่าเครื่องชงกาแฟเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการความยืดหยุ่น เช่น

  • ผู้เริ่มต้นเปิดร้านกาแฟ
  • ร้านกาแฟขนาดเล็กหรือคีออส
  • ธุรกิจที่ต้องการทดลองตลาดก่อนลงทุนจริง
  • ออฟฟิศ โรงแรม หรือ Co-working Space
  • ร้านที่ต้องการลดภาระการดูแลเครื่อง

การตัดสินใจว่าจะซื้อหรือเช่าเครื่องชงกาแฟที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจ ควรพิจารณาจากทั้งงบประมาณ รูปแบบร้าน ปริมาณลูกค้าและเป้าหมายระยะยาวของธุรกิจร่วมกัน หากต้องการเริ่มต้นง่าย ลดความเสี่ยงและมีบริการดูแลครบ การเช่าอาจเหมาะกว่า แต่หากต้องการลงทุนระยะยาวและควบคุมต้นทุนในอนาคต การซื้อเครื่องชงกาแฟก็อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามากกว่าเช่นกัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำตอบ: ขึ้นอยู่กับรูปแบบแพ็กเกจที่คุณเลือก โดยทั่วไปผู้ให้บริการจะมี 2 รูปแบบหลักๆ คือ

  • สัญญาเช่าเฉพาะเครื่อง : จ่ายค่าเช่ารายเดือนคงที่ แล้วคุณสามารถไปหาซื้อเมล็ดกาแฟเองได้อย่างอิสระ
  • สัญญาเช่าพร้อมผูกมัดวัตถุดิบ : รูปแบบนี้ค่าเช่าเครื่องอาจจะถูกลงมากหรือเช่าฟรี! แต่มีข้อเงื่อนไขว่าต้องสั่งซื้อเมล็ดกาแฟตามปริมาณขั้นต่ำที่ผู้ให้บริการกำหนดในแต่ละเดือน ซึ่งมักจะครอบคลุมบริการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงฟรีตลอดอายุสัญญา เหมาะมากสำหรับออฟฟิศสำนักงานหรือร้านที่เน้นความสะดวกสบาย

คำตอบ: สำหรับร้านกาแฟที่ซื้อเครื่องขาด สิ่งสำคัญคือการเตรียมแผนสำรอง (Backup Plan) ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น

  • ทำสัญญา Service Contract : หลังจากหมดประกันปีแรก แนะนำให้ทำสัญญาซ่อมบำรุงรายปีกับบริษัทตัวแทนจำหน่าย เพื่อการันตีคิวช่างด่วนและการเข้าตรวจเช็กเครื่องตามรอบ
  • ลงทุนในเครื่องสำรองขนาดเล็ก : ควรมีเครื่องชงกาแฟระบบสากลขนาดเล็ก หรือเครื่องชงกาแฟแคปซูลเกรดพรีเมียมสำรองไว้หลังร้าน เพื่อใช้ออกเมนูแก้ขัดให้ลูกค้าได้ในวันที่เครื่องหลักมีปัญหา
  • ผูกมิตรกับร้านพันธมิตรใกล้เคียง : การมีคอนเนกชั่นกับร้านกาแฟในพื้นที่ใกล้ๆ จะช่วยให้เราสามารถส่งต่อลูกค้าหรือขอยืมอุปกรณ์จำเป็นในกรณีฉุกเฉินได้

ไม่ว่าคำตอบของคุณจะเป็นการซื้อขาดหรือใช้บริการเช่าเครื่องชงกาแฟ บริษัท บอนกาแฟ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์เคียงข้างธุรกิจคุณด้วยโซลูชันเครื่องดื่มแบบครบวงจร (One Stop Coffee & Beverage Solutions) เราคัดสรรเครื่องชงกาแฟระดับโลกหลากหลายดีไซน์ที่ตอบโจทย์ทุกขนาดธุรกิจ ควบคู่ไปกับการจัดจำหน่ายเมล็ดกาแฟคุณภาพเยี่ยม ผลิตภัณฑ์วัตถุดิบเครื่องดื่มหลากชนิด และคอร์สเรียนบาริสต้ามืออาชีพ พร้อมอุ่นใจไปกับบริการหลังการขายและการซ่อมบำรุงโดยทีมช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกแก้วของธุรกิจคุณขับเคลื่อนได้อย่างราบรื่นและเติบโตอย่างมั่นคง

บอนกาแฟ ต่อยอดให้คุณเป็นเจ้าของอุปกรณ์กาแฟได้ง่ายขึ้น ด้วยพาร์ทเนอร์ด้านสินเชื่อ Lucky Leasing เงินดาวน์เริ่มต้นเพียง 30% อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน

สินเชื่อไวเวอร์ (สำหรับลูกค้า Boncafe) ผ่อนสบาย เสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจคุณ กับสินเชื่อไวเวอร์ เคียงคู่คนค้าขาย อนุมัติไวไม่เกินจริง

  • วงเงินสูงสุด 100,000 บาท
  • ระยะเวลาชำระคืน 60 วัน
  • อัตราดอกเบี้ย 25-33% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยผิดนัด 3% แต่ไม่เกิน 33% ต่อปี

หมายเหตุ : กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว ระยะเวลาในการอนุมัติเริ่มนับจากเวลาที่บริษัทได้รับข้อมูลการสมัครครบถ้วน วงเงินและอัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับการพิจารณา

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
บริษัท บอนกาแฟ (ประเทศไทย) จำกัด

ชั้น 21 อาคารเมืองไทย-ภัทร ตึก 2,
252/110-111, 107, 114
ถนนรัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310

เปิดทำการ : วันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00 – 18.00 น.
หยุด : ทุกวันอาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์
เขตพื้นที่การขาย กรุงเทพมหานคร

[email protected]
โทร : 0 2693 2570-6
Fax : 0 2693 2579

เครื่องทำกาแฟ Modbar Espresso Coffee Machine

MODBAR ESPRESSO AV

Less is More เรียบง่าย แต่ได้มากกว่า

Copyright © 2020 Boncafe (Thailand)
Close Menu
×

Cart

Subscription

ลงทะเบียนเพื่อรับนิตยสาร bitter/sweet รูปแบบ e-magazine

รับข่าวสารโปรโมชั่นและอัพเดทกิจกรรมพิเศษจาก บอนกาแฟ ก่อนใคร