BON LIBRARY
Back
ทำไมการใช้เครื่องชงกาแฟ 2 หัว ถึงช่วยเพิ่มความเร็วในการบริการลูกค้าในช่วง Rush Hour
เครื่องชงกาแฟ 2 หัว

ช่วง Rush Hour เป็นเวลาที่ระบบหลังบาร์กาแฟถูกทดสอบมากที่สุด เพราะออเดอร์หลายแก้วมักเข้ามาพร้อมกัน ทั้ง Espresso, Americano, Latte และ Cappuccino หากขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งช้าลง คิวก็สามารถสะสมต่อเนื่องได้ เครื่องชงกาแฟ 2 หัวจึงมีบทบาทสำคัญสำหรับร้านที่มีลูกค้าหนาแน่น เพราะมีหัวชง 2 ชุดที่ช่วยให้บาริสต้าจัดการ Espresso หลายออเดอร์พร้อมกัน ลดการรอหัวชงว่าง และจัด Workflow ระหว่างการสกัดกาแฟกับการสตีมนมได้คล่องตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม การมี 2 หัวชงไม่ได้หมายความว่าร้านจะบริการได้เร็วขึ้นเป็น 2 เท่าโดยอัตโนมัติ ความเร็วจริงยังขึ้นอยู่กับกำลังของเครื่อง ระบบหม้อต้ม ประสิทธิภาพการสตีม เครื่องบด ทักษะของบาริสต้า และการจัดพื้นที่หลังบาร์ด้วย ดังนั้น หากต้องการแก้ปัญหาคิวช่วงเร่งด่วน การเลือกเครื่องควรพิจารณาจาก “ปริมาณออเดอร์ในช่วง Peak” มากกว่าดูเพียงจำนวนแก้วเฉลี่ยทั้งวัน

เครื่องชงกาแฟ 2 หัว คืออะไร และต่างจากเครื่อง 1 หัวอย่างไร

เครื่องชงกาแฟ 2 หัว หรือ 2 Group Espresso Machine คือเครื่องชงเอสเปรสโซที่มีหัวชง 2 ชุด ทำให้สามารถสกัดกาแฟจากแต่ละ Group ได้ในเวลาเดียวกัน จึงเหมาะกับงาน Commercial ที่ต้องรับออเดอร์ต่อเนื่อง เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร โรงแรม หรือธุรกิจที่มียอดเครื่องดื่มสูงในบางช่วงเวลา

ข้อได้เปรียบสำคัญเมื่อเทียบกับเครื่อง 1 หัวจึงไม่ใช่เพียง “จำนวนหัวที่เพิ่มขึ้น” แต่คือการลดจุดคอขวดของขั้นตอนสกัด Espresso และเปิดโอกาสให้จัดลำดับงานหลายแก้วได้พร้อมกัน ซึ่งเป็นหัวใจของการทำงานในช่วงที่ออเดอร์เข้ามาต่อเนื่อง

Boncafe เองแนะนำว่า การเลือกเครื่องชงกาแฟสำหรับธุรกิจควรคำนึงถึงทั้งปริมาณการใช้งานต่อวันและพื้นที่ของร้าน โดยกลุ่มเครื่องกึ่งอัตโนมัติมีตั้งแต่ 1 หัวกรุ๊ปไปจนถึง 2 หัวกรุ๊ปขึ้นไป เพื่อรองรับลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน

5 เหตุผลที่เครื่องชงกาแฟ 2 หัวช่วยให้ร้านรับมือ Rush Hour ได้ดีขึ้น

1. ชง Espresso หลายออเดอร์พร้อมกันได้

ลองนึกถึงช่วงเช้าที่มีลูกค้าสั่ง Americano 2 แก้ว ตามด้วย Latte และ Cappuccino หากร้านมีเพียงหัวชงเดียว บาริสต้าต้องรอให้การสกัดชุดแรกเสร็จก่อนจึงเริ่มชุดถัดไปได้

เครื่อง 2 หัวช่วยให้สามารถใช้งานสอง Group พร้อมกัน จึงลดเวลาที่ออเดอร์ต้องรอคิวอยู่หน้าเครื่อง หลักการนี้สอดคล้องกับการใช้งานเครื่อง Commercial 2 Group ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้หลาย Espresso extraction ทำงานพร้อมกัน และช่วยให้สายการผลิตเครื่องดื่มเดินต่อเนื่องในช่วงที่มีออเดอร์หนาแน่น

สิ่งที่ได้จึงไม่ใช่แค่ “ชงเร็ว” แต่เป็นความสามารถในการบริหารหลายออเดอร์พร้อมกันอย่างเป็นระบบ

2. ลด Bottleneck บริเวณหัวชง

ในร้านที่ขายเมนู Espresso-based เป็นหลัก หัวชงมักกลายเป็นหนึ่งในจุดที่ทำให้คิวติด เมื่อออเดอร์ใหม่เข้ามาแต่ Group Head ยังถูกใช้งานอยู่ บาริสต้าก็ไม่สามารถเริ่ม Extraction ถัดไปได้ทันที

เมื่อมี 2 หัวชง บาริสต้าสามารถแบ่งงาน เช่น หัวหนึ่งกำลังสกัดกาแฟสำหรับเมนูร้อน ขณะที่อีกหัวเริ่ม Shot สำหรับเมนูเย็น หรือจัดออเดอร์เป็นชุดตาม Workflow ของร้าน

ผลที่ตามมาคือช่วงเวลาว่างระหว่างแต่ละออเดอร์ลดลง และเครื่องสามารถรองรับการทำงานต่อเนื่องได้ดีกว่าเดิม

3. เปิดทางให้บาริสต้าหลายคนทำงานร่วมกันได้คล่องขึ้น

Rush Hour ไม่ได้เป็นเรื่องของเครื่องเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “คน + เครื่อง + Workflow”

ร้านที่มีบาริสต้า 2 คนสามารถแบ่งหน้าที่ให้คนหนึ่งบดกาแฟ เตรียม Portafilter และดูแล Extraction ขณะที่อีกคนจัดการนม ประกอบเครื่องดื่มและส่งออเดอร์ หรือในบางรูปแบบสามารถแบ่งพื้นที่การใช้งานแต่ละ Group เพื่อให้ทำงานคู่ขนานกัน

แนวคิดของเครื่อง 2 Group จึงเหมาะกับร้านที่ต้องการเพิ่ม Throughput โดยไม่ทำให้พนักงานต้องแย่งพื้นที่หรือรอเครื่องเดียวกันตลอดเวลา เครื่องระดับ Commercial หลายรุ่นจึงออกแบบให้มีพื้นที่ทำงานและระบบ Steam รองรับการทำงานในลักษณะนี้

4. จัดจังหวะการชงกาแฟและสตีมนมได้ต่อเนื่องกว่า

เมนูยอดนิยมของร้านจำนวนมากไม่ได้จบแค่ Espresso Shot แต่ต้องมีขั้นตอนสตีมนม เช่น Latte, Cappuccino และ Flat White ดังนั้น ต่อให้หัวชงทำงานเร็ว หาก Steam Power ไม่เพียงพอ คิวก็ยังติดที่การเตรียมนมได้

นี่คือเหตุผลที่การเลือกเครื่อง 2 หัวไม่ควรดูเฉพาะจำนวน Group Head แต่ควรพิจารณาระบบหม้อต้มและกำลัง Steam ประกอบด้วย เพราะในช่วง Rush Hour เครื่องต้องรับทั้งการสกัดกาแฟและการสตีมนมอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างเครื่อง Boncafe Pegaso 2 Groups ระบุว่าออกแบบสำหรับงานหนักและมาพร้อมหัวจ่ายไอน้ำคู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเครื่องสำหรับงาน Commercial ต้องคำนึงถึง Workflow ฝั่งนมควบคู่กับการชง Espresso ด้วย

5. ช่วยรักษาจังหวะการบริการเมื่อออเดอร์เข้ามาเป็นชุด

ปัญหาของ Rush Hour คือออเดอร์ไม่ได้ทยอยมาอย่างสม่ำเสมอ แต่อาจเข้ามา 5–10 แก้วภายในเวลาใกล้กัน โดยเฉพาะร้านในอาคารสำนักงาน โรงแรม ร้านอาหาร หรือคาเฟ่ที่มี Peak Time ชัดเจน

เครื่องที่รองรับงานต่อเนื่องจึงช่วยให้ร้านจัด Batch ของออเดอร์ได้ง่ายขึ้น บาริสต้าสามารถเตรียม Shot ถัดไปในขณะที่อีก Group กำลังทำงาน และประสานขั้นตอนบด ชง สตีม ประกอบแก้ว และเสิร์ฟให้ต่อเนื่องกัน

เมื่อ Workflow ไม่สะดุด ลูกค้าก็มีแนวโน้มได้รับเครื่องดื่มเร็วขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเร่งทุกขั้นตอนจนกระทบคุณภาพ

เครื่องชงกาแฟ 2 หัว ทำให้เร็วกว่า 1 หัวถึง 2 เท่าหรือไม่

คำตอบคือ “ไม่จำเป็น”

แม้จำนวนหัวชงจะเพิ่มจากหนึ่งเป็นสอง แต่ความเร็วในการบริการจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับหัวชงเพียงอย่างเดียว เพราะหนึ่งแก้วต้องผ่านหลายขั้นตอน ตั้งแต่รับออเดอร์ บดกาแฟ Dose และ Tamp สกัด Espresso สตีมนม ประกอบเครื่องดื่ม ไปจนถึงส่งมอบให้ลูกค้า

หากร้านมีเครื่อง 2 หัว แต่ใช้เครื่องบดที่ทำงานไม่ทัน มีบาริสต้าเพียงคนเดียว พื้นที่หลังบาร์แคบ หรือ Steam Power ไม่สัมพันธ์กับจำนวนเมนูนม ประโยชน์จากหัวชงที่สองก็อาจถูกใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

ดังนั้นเป้าหมายที่เหมาะสมกว่าไม่ใช่การมองว่า “2 หัว = เร็วขึ้น 2 เท่า” แต่คือการใช้หัวชงที่เพิ่มขึ้นเพื่อลดเวลารอระหว่างงาน และเพิ่มจำนวนออเดอร์ที่สามารถอยู่ในกระบวนการผลิตพร้อมกัน

ร้านแบบไหนควรพิจารณาเครื่องชงกาแฟ 2 หัว

เครื่อง 2 หัวเหมาะกับร้านที่เริ่มพบว่าเครื่องเดิมกลายเป็นคอขวด โดยเฉพาะร้านที่มีลูกค้าเข้ามาพร้อมกันในช่วงเช้า พักกลางวัน หรือวันหยุด ร้านที่มี Espresso-based drinks เป็นสัดส่วนสูง รวมถึงร้านที่มีบาริสต้ามากกว่า 1 คนประจำ Bar Station

สำหรับร้านอาหารหรือบาร์ขนาดเล็กที่ต้องการ 2 หัวชงก็มีเครื่องในขนาดกะทัดรัดเช่นกัน ตัวอย่าง Ascaso Trio Thermoblock 2 Groups ที่ Boncafe จำหน่าย ถูกระบุว่าเหมาะสำหรับการเริ่มต้นใช้งานทางธุรกิจในบาร์หรือร้านอาหารขนาดเล็ก และมี 2 Boiler

ในทางกลับกัน ร้านที่มีปริมาณออเดอร์ไม่สูงและไม่มี Peak Time ชัดเจนอาจยังไม่จำเป็นต้องลงทุนกับเครื่องขนาดใหญ่ เพราะต้นทุน พื้นที่ติดตั้ง และกำลังไฟควรสัมพันธ์กับรูปแบบธุรกิจจริง

เลือกเครื่องชงกาแฟ 2 หัวสำหรับ Rush Hour ต้องดูอะไรบ้าง

ระบบหัวชงและการควบคุมอุณหภูมิ

ช่วงที่ต้องสกัด Espresso ต่อเนื่อง ความสม่ำเสมอมีความสำคัญไม่แพ้ความเร็ว จึงควรพิจารณาว่าเครื่องจัดการอุณหภูมิของแต่ละ Group อย่างไร

ตัวอย่าง Ascaso Barista T Plus 2 Group ที่ Boncafe จำหน่าย ใช้หัวชงระบบ Thermodynamic แยกอิสระแต่ละหัว และสามารถเปิดหรือปิดแต่ละหัวชงได้ ขณะที่ Ascaso Bar One 2 Group ใช้ระบบ Thermoblock ที่เน้นการควบคุมอุณหภูมิให้คงที่

Boiler และ Steam Power

หากยอดขายส่วนใหญ่เป็น Latte หรือ Cappuccino ต้องดูความสามารถในการผลิต Steam อย่างจริงจัง เพราะ Steam Wand ที่ทำงานไม่ทันสามารถกลายเป็น Bottleneck ใหม่แทนหัวชงได้

เครื่องบดกาแฟต้องทำงานทัน

เครื่องชงที่เร็วแต่ต้องรอกาแฟจาก Grinder ย่อมไม่ได้เพิ่ม Throughput ของร้านอย่างเต็มที่ เครื่องบดจึงควรถูกเลือกให้สัมพันธ์กับจำนวนแก้วในช่วง Peak และ Workflow ของทีม

พื้นที่หลังบาร์และระบบไฟฟ้า

เครื่อง Commercial 2 Group มักมีขนาดและกำลังไฟสูงกว่าเครื่องขนาดเล็ก ตัวอย่าง Boncafe Pegaso 2 Groups มีขนาด 740 x 515 x 555 มม. และกำลังไฟ 3,700 วัตต์ ขณะที่ Ascaso Trio 2 Groups มีขนาดกะทัดรัดกว่าและกำลังไฟประมาณ 3,100 วัตต์ จึงควรตรวจสอบ Counter Space ระบบไฟ น้ำ และพื้นที่ทำงานก่อนตัดสินใจ

อย่าเลือกเครื่องจาก “จำนวนแก้วต่อวัน” เพียงอย่างเดียว

ร้าน A ขายวันละ 150 แก้วแบบกระจายตั้งแต่เช้าถึงเย็น กับร้าน B ที่ขาย 150 แก้วเท่ากัน แต่ 70 แก้วเกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง ความต้องการด้าน Capacity ของเครื่องย่อมแตกต่างกันมาก

ก่อนเลือกเครื่องจึงควรดูอย่างน้อยว่า ช่วงที่ยุ่งที่สุดร้านมีออเดอร์กี่แก้วต่อชั่วโมง เมนูนมมีสัดส่วนเท่าไร มีบาริสต้ากี่คน และออเดอร์มักเข้ามาพร้อมกันครั้งละกี่แก้ว

การประเมินจาก Peak Demand จะช่วยให้เลือกเครื่องได้ใกล้เคียงกับสภาพการทำงานจริง และลดความเสี่ยงทั้งการเลือกเครื่องเล็กเกินไปจนเกิดคิว หรือเลือกใหญ่เกินความจำเป็นจนต้นทุนสูงโดยไม่ได้ใช้ Capacity เต็มที่

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องชงกาแฟ 2 หัว

เหมาะได้ หากร้านขนาดเล็กมีออเดอร์หนาแน่นในบางช่วงหรือจำเป็นต้องชงหลายแก้วพร้อมกัน ปัจจัยสำคัญจึงไม่ใช่ขนาดร้านเพียงอย่างเดียว แต่ควรดู Peak Demand เมนู จำนวนบาริสต้า พื้นที่ และระบบสาธารณูปโภคประกอบกัน

ได้ จุดเด่นของระบบ 2 Group คือมีหัวชงสองชุด ทำให้สามารถสกัด Espresso จากทั้งสอง Group ในช่วงเวลาเดียวกันได้ โดยความสามารถในการรองรับงานต่อเนื่องจริงจะขึ้นอยู่กับการออกแบบและสเปกของแต่ละรุ่นด้วย

ควรให้ความสำคัญกับ Steam Power ระบบ Boiler และจำนวน Steam Wand เพราะเมนูนมต้องใช้เวลาทั้งการสกัด Espresso และการเตรียมนม หากระบบ Steam ทำงานไม่ทันก็สามารถทำให้คิวสะสมได้แม้เครื่องจะมี 2 หัวชง

ไม่จำเป็น บาริสต้าคนเดียวก็สามารถใช้ประโยชน์จาก 2 Group ด้วยการจัด Workflow ให้เหมาะสม แต่ในร้านที่มีออเดอร์สูง การมีทีมมากกว่า 1 คนและออกแบบ Station ที่ดีจะช่วยให้ใช้ Capacity ของเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

เริ่มจากปริมาณออเดอร์ในช่วง Rush Hour และประเภทเมนูที่ขายจริง จากนั้นจึงพิจารณาระบบหัวชง Boiler กำลัง Steam เครื่องบด พื้นที่ติดตั้ง ระบบน้ำและไฟ รวมถึงการดูแลรักษาและบริการหลังการขาย

สรุป เครื่องชงกาแฟ 2 หัวคือการลงทุนเพื่อ Workflow ที่คล่องตัวกว่าในช่วงเวลาสำคัญ

เครื่องชงกาแฟ 2 หัวไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพราะ “ชงได้สองหัว” แต่ช่วยเปิดพื้นที่ให้ร้านบริหารหลายออเดอร์พร้อมกัน ลดเวลาที่ต้องรอหัวชงว่าง และจัดจังหวะระหว่าง Espresso กับเมนูนมได้มีประสิทธิภาพขึ้น โดยเฉพาะในช่วง Rush Hour ที่ทุกนาทีมีผลต่อทั้งประสบการณ์ของลูกค้าและจำนวนออเดอร์ที่ร้านสามารถรองรับได้

หัวใจสำคัญคือการเลือก Capacity ให้สัมพันธ์กับร้านจริง ทั้งจำนวนแก้วในช่วง Peak สัดส่วนเมนู จำนวนบาริสต้า เครื่องบด ระบบ Steam พื้นที่ และระบบไฟฟ้า ไม่ควรเลือกจากจำนวนหัวหรือราคาเพียงอย่างเดียว

สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังวางระบบร้านใหม่ หรือพบว่าเครื่องเดิมเริ่มรองรับออเดอร์ช่วงเร่งด่วนไม่ทัน สามารถพิจารณากลุ่มเครื่องชงกาแฟ 2 หัวจาก Boncafe ซึ่งมีตัวเลือกตั้งแต่เครื่องขนาดกะทัดรัดสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ไปจนถึงรุ่นสำหรับงานหนัก พร้อมเลือกให้เหมาะกับปริมาณการใช้งานและรูปแบบธุรกิจ เพื่อให้การลงทุนในเครื่องชงช่วยทั้งเรื่องคุณภาพกาแฟ ความคล่องตัวหลังบาร์ และประสิทธิภาพการบริการในระยะยาว

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

เครื่องทำกาแฟ Modbar Espresso Coffee Machine

MODBAR ESPRESSO AV

Less is More เรียบง่าย แต่ได้มากกว่า

Copyright © 2020 Boncafe (Thailand)
Close Menu
×

Cart

Subscription

ลงทะเบียนเพื่อรับนิตยสาร bitter/sweet รูปแบบ e-magazine

รับข่าวสารโปรโมชั่นและอัพเดทกิจกรรมพิเศษจาก บอนกาแฟ ก่อนใคร